หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รู้หรือไม่ว่า วัฏจักรของน้ำ คืออะไร

วันนี้ อยากจะนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันที่เราๆ ท่านๆ รุ้จักกันดี คือ น้ำ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถอธิบายได้ว่า น้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองมาดูภาพง่ายที่ NASA ได้อธิบายไว้ในคลิปต่อไปนี้ แล้วเราจะเข้าใจง่ายขึ้นค่ะ WAter Cycle

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การจัดการเรียนรู้ตามแนคิด STS

การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม (Science Technology and Society Apporch) การจัดการเรียนรู้เพื่อทำให้ผู้เรียนแต่ละคนได้สร้างองค์ความรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสและเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ จึงสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ซึ่งแนวทางการใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ซึ่งการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และสังคม  (NSTA,1993)  คือ แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในบริบทของประสบการณ์คน  การเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จะเน้นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง  แทนการเรียนการสอนที่เริ่มต้นด้วยแนวคิด  และกระบวนการ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักการวิเคราะห์และประยุกต์ ใช้แนวคิด  และกระบวนการในสถานการณ์จริง  ทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนกับสถานการณ์จริงในท้องถิ่นของผู้เรียนได้  (Wilson  และ  Livingston,1996) โดยเน้นเหตุการณ์หรือประเด็นที่กำลังเกิดขึ้น  และพยายามให้ผู้เรียนหาคำตอบสำหรับเหตุการณ์นั้นๆ  ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และเตรียมบทบาทของพลเมืองในอนาคต  ที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  (scientific  and  technological  literacy)  ที่ทำให้ผู้เรียนมีทั้งความรอบรู้ในเนื้อหาวิชา  และเพิ่มพูนความสามารถในการใช้ทักษะ  กระบวนการ  ผู้เรียนจะพัฒนาทั้งความคิดสร้างสรรค์  เจตคติต่อวิทยาศาสตร์  ได้ใช้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน  และกล้าตัดสินใจด้วยตนเอง  (NSTA,1993) การสอน STS มีแนวทางการจัดการเรียนรู้ 3 แบบ ได้แก่ แนวทางในเชิงประวัติศาสตร์ (Historical approach) แนวทางในเชิงปรัชญา (Philosophical approach) และแนวทางที่ใช้ประเด็นเป็นฐาน (Issues – based approach) แต่แนวทางที่นิยมใช้กันมากในประเทศไทย คือ Issues – based approach ซึ่งได้แก่การจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ของ Yager (1993),

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การแปลงหลักสูตรสู่การสอน

หัวข้อนี้ เป็นหัวข้อที่เน้นย้ำให้ครูเห็นถึงความสัมพันธ์ของหลักสูตร กับ การจัดการเรียนการสอน
จึงขอให้นักศึกษาอ่านเรื่อง " ผู้เรียนได้อะไรจากหลักสูตรสู่การเรียนการสอนเชิงบูรณาการ"


จาก เว็บ http://library.uru.ac.th/article/htmlfile/riu04_05.pdf

แล้ว
- สรุปความรู้ที่เรียนมาเป็น concept map
- ในฐานะที่นักศึกษาจะจบเป็นครู บทความนี้ชี้ให้เห็นบทบาทของครูที่ควรปฏิบัติอย่างไรบ้าง
อธิบายพอเข้าใจ


หวังว่า การศึกษาคือการแสวงหาความรู้ที่เกิดจากโครงสร้างทางปัญญาควบคู่กับความรับผิดชอบจะเกิดกับทุกคน

หนุงหนิง

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

กิจกรรมที่ 2

หน่วยที่ 2 เรื่อง
การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้


วัตถุประสงค์
- วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการประเมินผลที่เหมาะสมได้
- ออกแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ได้

เนื้อหา
การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วย
1. กำหนดวัตถุประสงค์(Objective) รายวิชา
2. การเลือกและจัดลำดับเนื้อหา (Content of Curriculum) ที่ต้องการ
3. การเลือกและจัดลำดับกิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Experience / Opportunities)
4. กำหนดสื่อการเรียนรู้ (Supporting Material)
5. การประเมินผล (Evaluation)

กิจกรรม :รูปแบบการเรียนการสอนแบบไม่ประสานเวลา

1. นักศึกษาทำแบบทดสอบก่อนเรียน
2. นักศึกษาศึกษาประเด็นการออกแบบการสอนโดยใช้สื่อ Multi Media บนคลังความรู้ที่ผู้สอนเตรียมไว้ให้
3. ศึกษาตัวอย่างการออกแบบการเรียนการสอน ที่เป็นแผนการจัดการสอนของนักศึกษาที่ครูเตรียมไว้ให้
4. นักศึกษาเลือกประเด็นที่นักศึกษาสนใจ
5. ทำการวิเคราะห์เนื้อหา และวัตถุประสงค์
6. ดำเนินการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์
7. นำเสนอผลงานที่ได้ออกแบบโดยตั้งชื่อว่า ชิ้นงานที่ 2 และส่งเข้า E-mail ผู้สอนภายใน 25 สิงหาคม 2552
8. นักศึกษาสรุปประเด็นสาระสำคัญที่ได้เรียนรู้และแนวทางการนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ส่งเข้า e-mail ตั้งชื่อ สรุปสาระสำคัญที่ 2
9. นักศึกษาทำแบบทดสอบหลังเรียน

การประเมินผล
1. การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นบนบอร์ด
2. ผลงานชิ้นงานที่ 2
3. สรุปสาระสำคัญที่ 2
4. แบบทดสอบก่อน – หลัง เรียน

กิจกรรมที่ 1

รู้จักเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้

วัตถุประสงค์
- มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้
- อธิบายถึงความสำคัญการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
- เลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม

เนื้อหา
ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง รู้จักเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วย
1.ทำไม? ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2.ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการเรียนรู้
3.ประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
4.หลักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้

กิจกรรม
1. นักศึกษาทำแบบทดสอบก่อนเรียน
2. นักศึกษาดูคลิปการสอนของนักศึกษาคนหนึ่ง เรื่อง การสอนของฉัน
3. นักศึกษาศึกษาเนื้อหาในส่วนต่างๆ และบันทึกสรุปสาระสำคัญด้วยตนเอง เกี่ยวกับเทคนิคการสอนและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
4. นักศึกษาเข้าไปสืบค้นคลังความรู้ต่อไปนี้
•ทำไม? ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
•ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการเรียนรู้
•ประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
•หลักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
โดยแต่ละประเด็นนักศึกษาควรใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 10 -15 นาที
5.นักศึกษาตั้งกระทู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ได้ศึกษา
6.นักศึกษาทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนในประเด็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเพื่อนนักศึกษาที่นำเสนอ เพื่อระดมสมองในการทำความเข้าใจประเด็นที่ศึกษา
7.นักศึกษาจัดทำ power point นำเสนอ ตั้งชื่อว่า ชิ้นงานที่ 1 และส่งเข้า E-mail ผู้สอนภายใน 20 สิงหาคม 2552
8.นักศึกษาสรุปสาระสำคัญที่ได้จากการเรียนรู้ครั้งนี้ ส่งเข้า e-mail ตั้งชื่อ สรุปสาระสำคัญที่ 1
9.นักศึกษาสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนการสอนโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้มาล่วงหน้าก่อนศึกษากิจกรรมถัดไป
10.นักศึกษาทำแบบทดสอบหลังเรียน

การประเมินผล
1.การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นบนบอร์ด
2.ผลงานชิ้นงานที่ 1
3.สรุปสาระสำคัญที่ 1
4.แบบทดสอบก่อน – หลัง เรียน

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ICT : ตัวช่วยการเรียนรู้ไร้พรมแดน



“วันนี้ได้เข้าเรียนที่ห้อง ICT ก็ดีครับ ได้เปลี่ยนบรรยากาศการเรียนการสอน ครูให้ลองค้นคว้าหาข้อมูลจาก Web Site ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน โดยคีย์คำที่ต้องการค้น โห ผมค้นเจอข้อมูลทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่เพื่อนบางคนค้นได้นิดเดียว บางคนค้นได้มากมาย แต่ก็ยังมีเพื่อนบางคนที่ไม่รู้จักว่าเริ่มต้นค้น ได้ยังไง จะเริ่มต้นจากตรงไหน แต่ข้อมูลที่ค้นพบทั้งหมดก็ไม่ได้ตรงกับที่ผมต้องการเสมอไป ผมใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะตัดสินใจได้ว่าจะเลือกข้อมูลไหนมาทำงานส่งครู ผมว่าทุกวันนี้ ICT มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการเรียนการสอน ทำให้เราเข้าถึงมีความรู้ต่างๆได้อย่างมากมาย ครับ”
บทสัมภาษณ์: นักเรียช่วงชั้นที่ ๒ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น(ศึกษาศาสตร์). 3 กันยายน ๒๕๕๑
จากบทสัมภาษณ์ข้างต้น ทำให้ผู้เขียนตระหนักถึงอะไรบ้างอย่างที่ก้าวเข้ามาสู่ประตูการศึกษาในปัจจุบัน เมื่อผู้เขียนด้ลองมองย้อนไปในอดีตการเรียนการสอนที่ต้องนั่งเรียนในชั้น จากนั้น ครูเข้ามา แล้วเริ่มบอกให้ผู้เรียนท่องบทเรียนที่สอน แถมยังกำชับให้จำให้ได้ หรือ ไม่ก็ให้อ่านตัวหนังสือที่ครูบรรจง จดบนกระดานดำ และเมื่อถึงเวลาท้ายชั่วโมงครูก็สอบ ผู้เรียนยังทำหน้า ไม่เข้าใจกับสิ่งที่ครูทำ ยังไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำว่า เรียนแบบนี้ไปทำไม? เมื่อเรียนไปแล้วจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? การสอบบางครั้งผ่าน บางครั้งไม่ผ่าน ครูวัดจากตรงไหน ? ครูรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหากระบวนการมากน้อยเพียงใด? แต่วิธีการสอนเช่นนี้ สามารถพบเห็นได้ในหลายโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันเองก็ยังพบเห็นอยู่เช่นเดิม เนื่องจากเป็นวิธีการสอนที่ใช้กันมานาน

แต่เมื่อกระแสโลกกาภิวัฒน์ก้าวเข้ามา พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง กรอบความคิด แนวคิดเริ่มใหม่ๆ เข้ามา การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน เปิดให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อและให้คำปรึกษา ตลอดจนการศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเองที่สามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ที่มีการเชื่อมต่อเครือข่าย ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางถือได้ว่าเป็นแรงสำคัญในการเชื่อมโยงแหล่งความรู้ ข้อมูลเนื้อหา ชุดวิชาในการสอนเข้าด้วยกันโดยไม่มีพรมแดนกั้น การเรียนน่าตื่นเต้นและน่าติดตาม อยากศึกษาอยากเรียนรู้วิชาไหนก็ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว โดยมีผู้สอนเป็นผู้ชี้นำและให้คำปรึกษา ทำให้ Ideal Education เปลี่ยนแปลงไปสู่ Formal Education และนำไปสู่ Experience Education มากขึ้น

ปัญหาที่ตามมาคือ การก้าวตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ครูต้องรับบทบาทในการนำกระแสไม่ใช่ผู้ตามกระแส แต่หากเอาเข้าจริง ครูไม่สามารถที่จะทำอย่างนั้นได้ การเตรียมความพร้อมเพื่อเรียนรู้ให้ทันจึงเป็นทางออกแรกในการพัฒนาตนให้ทันการเปลี่ยนแปลง การปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางสามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ระบบการเรียนทางไกล (Distance Learning) และการเรียนแบบออนไลน์ (E-learning) เหล่านี้ น่าจะช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ได้มากขึ้น ได้แสวงหาความรู้ตามหลักสูตร ด้วยการวางแผนกำหนดข้อมูลหรือสาระที่ต้องการ โดยผู้สอนแสดงแหล่งข้อมูล ทั้งจากเอกสารสิ่งพิมพ์และจาก Electronic Sources เช่น ชื่อของ Web ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนแสวงหาข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นคำตอบ สร้างเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี โดยมีความคาดหวังว่า เมื่อมีผู้เรียนเข้าสู่กระแสเทคโนโลยีนี้ ก็น่าจะใช้ประโยชน์และโอกาสจากความหลากหลายของข้อมูลในโลก ICT ได้อย่างดี และเกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนการสอน ซึ่งสิ่งที่ครูจะทำได้ คือ การเรียนรู้ ทำความเข้าใจในเทคโนโลยี และเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ให้เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไร้ขอบเขต ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาให้มากที่สุด

การคิดและการสอนเพื่อพัฒนาการคิด

การคิดและการสอนเพื่อพัฒนาการคิด

การคิด หมายถึง พฤติกรรมภายในที่เกิดจากกระบวนการทำงานของสมอง ในการรวบรวมจัดระบบข้อมูลและประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดเป็นรูปร่างหรือมโนภาพที่เป็นเรื่องราวขึ้นในใจและสื่อสารออกมาโดยใช้คำพูดหรือแสดงออก

แนวคิด
1. การคิดและการสอนคิดเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการจัดการศึกษาเพื่อให้มีคุณภาพสูง ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้มีการศึกษาเรื่องของการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพทุกด้าน ทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม และความเป็นพลเมืองดีของประเทศโดยเน้นการฝึกการคิดและกระบวนการคิด
2. การคิดเป็นกระบวนการทางปัญญาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่มีขอบเขตจำกัด การคิดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 การคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย (Associative Thinking) เป็นการคิดแบบไม่ตั้งใจหรือมีจุดมุ่งหมายการคิด มีลักษณะคิดไปเรื่อย ๆ การคิดเช่นนี้มักไม่มีผลสรุป และไม่สามารถนำผลของการคิดไปใช้ประโยชน์
2.2 การคิดอย่างมีจุดหมาย (Directed Thinking) เป็นการคิดเพื่อหาคำตอบ เพื่อแก้ปัญหา หรือนำไปสู่จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายโดยตรง สามารถนำผลของการคิดไปใช้ประโยชน์
3. การสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะความคิดอย่างมีจุดมุ่งหมายช่วยให้ผู้เรียนตัดสินใจหรือแก้ปัญหาได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเจริญก้าวหน้า สภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เป็นสังคมแห่งการพัฒนาข่าวสารข้อมูล
4. ความสามารถในการคิด ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนภายในสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยเริ่มจากความสามารถพื้นฐานในการคิดที่เรียกว่า ทักษะการคิด แล้วเพิ่มความซับซ้อนขึ้นโดยการฝึกลักษณะการคิดและกระบวนการคิดตามลำดับ

กรอบความคิดของการคิด ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดของ ทิศนา แขมณี และคณะ (2540) ได้แบ่งประเภทของการคิดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
กลุ่มที่ 1 ทักษะการคิด หรือทักษะการคิดพื้นฐานที่มีขั้นตอนการคิดไม่ซับซ้อน เป็นทักษะพื้นฐานของการคิดขั้นสูง หรือระดับสูงที่มีขั้นตอนซับซ้อน แสดงออกถึงการกระทำหรือพฤติกรรมที่ต้องใช้ความคิด แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทักษะการคิดพื้นฐาน และทักษะการคิดขั้นสูง ดังนี้
1. ทักษะการคิดพื้นฐาน ประกอบด้วย
1.1 ทักษะการสื่อความหมาย หมายถึง ทักษะการรับสารที่แสดงถึงความคิดของผู้อื่นเข้ามาเพื่อรับรู้ ตีความแล้วจดจำ และเมื่อต้องการที่จะระลึก เพื่อนำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดของตนให้แก่ผู้อื่น โดยแปลความคิดในรูปของภาษาต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อความ คำพูด ศิลปะ ดนตรี คณิตศาสตร์ ฯลฯ เช่น ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอภิปราย ทักษะการทำให้กระจ่าง เป็นต้น
1.2 ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป หมายถึง ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการสำรวจ ทักษะการตั้งคำถาม ทักษะเก็บรวบรวมข้อมูล ทักษะการระบุ ทักษะการจำแนก ทักษะการเปรียบเทียบ เป็นต้น
2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน หมายถึง ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายขั้น และต้องอาศัยทักษะการสื่อความหมาย และทักษะการคิดที่เป็นแกนหลาย ๆ ทักษะในแต่ละขั้น เช่น ทักษะการสรุปความ ทักษะการให้คำจำกัดความ ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการผสมผสานข้อมูล ทักษะการจัดระบบความคิด ทักษะการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ทักษะการตั้งสมมุติฐาน เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 ลักษณะการคิด หรือการคิดขั้นกลาง/ระดับกลาง มีขั้นตอนในการคิดซับซ้อนมากกว่าการคิดในกลุ่มที่ 1 การคิดในกลุ่มนี้เป็นพื้นฐานของการคิดระดับสูง ซึ่งลักษณะการคิดแต่ละลักษณะต้องอาศัยทักษะการคิดขั้นพื้นฐานมากบ้างน้อยบ้างในการคิดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
2.1. ลักษณะการคิดทั่วไปที่จำเป็น ได้แก่ การคิดคล่อง การคิดละเอียด การคิดหลากหลาย การคิดชัดเจน
2.2. ลักษณะการคิดที่เป็นแกนสำคัญ ได้แก่ การคิดถูกทาง การคิดไกล การคิดกว้าง การคิดอย่างมีเหตุผล การคิดลึกซึ้ง
กลุ่มที่ 3 กระบวนการคิด หรือการคิดระดับสูง มีขั้นตอนในการคิดซับซ้อนและต้องอาศัยทักษะการคิด และลักษณะการคิดเป็นพื้นฐานในการคิด กระบวนการคิดมีอยู่หลายกระบวนการ เช่น กระบวนการคิดแก้ปัญหา กระบวนการคิดตัดสินใจ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น แนวการวัดความสามารถด้านการคิดจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในขณะจัดกิจกรรมการเรียนรู้